“ไพบูลย์” ยื่นหนังสือค้าน “สมเด็จช่วง” ขึ้นเป็นพระสังฆราช งัด 4 เหตุผลจี้ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง




 เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปช.) พร้อมนพ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่อคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เป็นสมเด็จพระสังฆราช คนที่ 20 ผ่านนางสุปราณี จันทรัตนวงศ์


 นายไพบูลย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องคัดค้านการเสนอนามดังกล่าว เนื่องจากพบว่ายังมีคดีความ มีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จึงต้องขอให้มีการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเมื่อนำเสนอชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ จึงให้พึงระวัง 4 เรื่อง คือ 1.กรณีที่ปรากฎว่ามีการครอบครองรถเบนซ์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งคดีกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของดีเอสไอ 2.ตนได้ยื่นเรื่องร้องดีเอสไอไว้ในกรณีสมเด็จช่วงให้การช่วยเหลือพระธัมชโย กรณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเข้าข่ายกระทำการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีหลักฐานว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับพระธัมมชโย



 3.นอกจากนั้น ยังพบว่า มีกาารชำระเงินค่ารถเบนซ์คันที่มีปัญหาโดยจ่ายเป็นบัญชีกระแสรายวัน สั่งจ่ายเป็นเช็ค ระบุชื่อเจ้าของอู่รถ ซึ่งเป็นการทำผิดธรรมวินัย 2 ข้อ คือ 1.พระภิกษุการต้องไม่รับหรือยินดีเงินทอง และ2.ต้องไม่นำเงินทองไปทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน แต่ปรากฎว่ามีการนำเช็คดังกล่าวไปชำระค่าซ่อมรถ โดยเรื่องนี้ควรตั้งกรรมการอิสระตามพูดตรวจการแผ่นดินเคยเสนอไว้ ขึ้นมาตรวจสอบ โดยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ นักวิชาการ ฯลฯ เนื่องจากเกรงว่าหากผู้ตรวจสอบและพูดถูกตรวจสอบเป็นคนเดียวกันจะไม่ได้ข้อยุติ และเกิดความไม่สง่างาม และ4.ในวันที่ 9 มิถุนายน 59 ที่วัดพระแก้ว ที่มีงานราชพิธีสำคัญ สมเด็จช่วงในฐานะประธานในพิธีต้องนำสวดบทถวายพระพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 2 บทก่อน แต่ท่านกลับข้าม ไม่นำสวดบทถวายพระพรดังกล่าว ตนจึงทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้ตรวจสอบสาเหตุและข้อเท็จจริง 

 เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่า การเสนอนาม ซึ่งเป็นอำนาจนายกฯนั้น หากพบว่ามีปัญหาจะยังไม่พิจารณา นายไพบูลย์ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจ และเชื่อใจหากนายกฯพูดอย่างนั้น แต่ก็จะถูกกดดันจากฝ่ายที่เรียกร้องให้เสนอแต่งตั้งสมเด็จช่วง จึงไม่อยากให้เกิดปัญหา ขอให้นายกฯพิจารณาด้วยความรอบคอบ โดยมีความเห็นของกฤษฎีกาเข้ามาประกอบการพิจารณา ส่วนจะปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ